บทความจาก http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7408705.stm

 

ภาพจาก http://www.cnano-rhone-alpes.org/spip.php?article57

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังมาแรงนะครับ สำหรับ Carbon nanotube ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไว้ว่าจะปฏิวัติโฉมหน้าของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดเล็กมากๆ (เพราะเกิดจากอนุภาคของธาตุคาร์บอนมาเรียงต่อกันเป็นหลอด จึงเรียกว่า carbon nanotube นั่นเอง)

ผมจำได้ว่ารู้จักกับชื่อนี้ครั้งแรก กับหนังสือ "Update" ตั้งหลายปีแล้วแหละ ตอนนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมการสร้าง microship และ CPU ว่ากำลังประสบกับปัญหาที่ว่าไม่สามารถลดขนาดลงได้อีกแล้ว (การเขียนลายเส้น ของวงจรที่ว่า เค้าจะใช้ "แสง" ในการเขียนครับ ในตอนนั้นนะ ถ้าใครมีเพิ่มเติมก็จะขอบพระคุณมากครับ) ก็เลยมีปัญหาว่า ตอนนั้น เค้าจะพยายามลดขนาดลง ในขณะที่วงจรมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากต้องการให้มีการประมวลผลที่ดีขึ้น ก็เลยโยงเข้าสู่เรื่องของ carbon nanotube ซึ่งคาดว่าจะนำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ได้เช่นกัน..

แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเรื่องขนาดของ CPU นั้น คงไม่มีใครให้ความสนใจเท่าใดแล้ว ... ด้วยหลักการคิดที่ว่า ในเมื่อลดขนาดไม้ได้ ... ก็เอามันมาพ่วงกันซะเลย จนทุกวันนี้เห็นออกมาเป็น Core2 จนกลายเป็น Core4 (เมื่อไหร่จะออกมาซัก 16 ไปเลย???) ซะแล้ว

 แต่ใช่ว่า carbon nanotube นี่จะหมดไฟไปซะทีเดียวครับ ทุกวันนี้ได้มีการประยุกต์เจ้าวัสดุชิ้นนี้ในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่การเป็นชิ้นส่วนของแฮนด์จักรยาน จนกระทั้งชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุผลหลายประการดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วครับว่า เป็นโครงสร้างของคาร์บอน จึงไม่ต้องห่วงครับ เรื่องความแข็งแรง

ในประเทศฝั่งกระโน้น... เค้าได้มีการใช้ carbon nanotube ไปซะไกลโพ้นเสียแล้วจนกระทั่งวิมานต้องสลายด้วยผลการศึกษาล่าสุด ที่ระบุว่า อนุภาคของเจ้า carbon nanotube สามารถก่อให้เกิดการอักเสบได้ คล้ายกับการอักเสบที่เกิดจากใยหิน (Asbestos) ที่เราเคยใช้มาในอดีตแต่มีงานวิจัยยืนยันว่า ใยหินสามารถชักนำให้เกิดมะเร็งได้...  และใยหินก็ถูกยกเลิกการใช้งานไปเนื่องจากปัญหาดังกล่าว

โดยคณะวิจัยได้ระบุว่า ในช่วงความยาวของ carbon nanotube ที่มีความยาวในระดับหนึ่ง สามารถชักนำให้เกิดแผลและการอักเสบที่มีลักษณะคล้ายกับการอักเสบที่เกิดจากใยหินในหนูทดลองได้ทั้งนี้เนื่องจากใยหินและ carbon nanotube มีคุณลักษณะคล้ายกันคือ เป็นเส้นขนาดเล็ก ทรงกระบอก และไม่สามารถละลายได้ในปอด (ซึ่งคำว่า ไม่สามารถละลายได้ ก็มีนัยเสมือนกับคำว่า "ระคายเคือง" และ "สิ่งแปลกปลอม" นั่นเองครับ)

 ด้านบน Carbon nanotube ด้านล่าง ใยหินเจ้าเก่าครับ

เครดิตภาพ http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7408705.stm

หลายท่านอาจจะสงสัย (หรือไม่สงสัย?) ว่าทำไม???? แค่เกิดในหนูเนี่ยนะ ทำไมต้องตกใจด้วย

ขอตอบก็แล้วกันนะครับว่า ถึงอยากจะทดลองในคนก็ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะขนาดในหนูยังอันตรายเลย แล้วจะทดลองในคนได้ยังไงครับ??? มันผิดกับหลักจริยธรรมในการทดลองในมนุษย์ (Human research ethics) นะครับกระผม (แล้วเอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าเกี่ยวกับหลักจริยธรรมการวิจัยและการทดลองในมนุษย์ให้ฟังก็แล้วกันนะครับ) ^______^

ซึ่งการวิจัยครั้งนี้นำทีมโดย ท่าน ดร. Woodrow Wilson แห่ง International Center for Scholars,  Washington DC, US. 

แต่ในขณะเดียวกัน  Dr Steffi Friedrichs, director of the Nanotechnology Industries Association (NIA) ก็ได้บอกกับ BBC ว่า "เราไม่ยักกะมีผลวิจัยที่ทำออกมาแล้วได้ผลเดียวกันกับที่ Woodrow ทำเลยสักครั้ง"

ก็น่าคิดนะครับ

แต่ที่ BBC เค้าว่าเอาไว้อย่างน่าสนใจก็คือ ถึงแม้เราไม่ได้สัมผัสกับอนุภาคเหล่านี้เป็นจำนวนมากๆ (ในระยะเวลาอันสั้น) แต่ว่าหากตลอดชีวิตของเราต้องสัมผัสกับมันทีละเล็กทีละน้อย ... ก็คงจะเกิดผลในระยะยาวเป็นแน่แท้ นอกจากนี้ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือ กลุ่มผู้ที่ต้องทำงานกับมัน สัมผัสกับสิ่งนี้ทุกๆวัน แถมไม่ใช่วันละเล็กวันละน้อยอีกต่างหาก...

ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ ...

ในความคิดของผมนะครับ นี่เป็นการจุดประกายที่ดีเหมือนกัน เนื่องจากว่ามีสองขั้วที่แตกต่าง แล้วใครพิสูจน์ได้ คนนั้น "ดัง" แน่นอน (เป็นวิถีโลกครับ) นี่ก็เป็นข้อดีอีกประการของวงการวิทยาศาสตร์ครับ รบกันด้วยแล็บ และเหตุผล ไม่ make ไม่ cook พวก data ก็เกินพอครับผม

แล้วคอยติดตามบทสรุปครับ คงไม่นานเกินรอ

หมายเหตุ สามารถอ่านบทความแบบต้นฉบับไร้การตัดต่อได้ที่นี่ครับผม

http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7408705.stm

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีซะทั้งหมดสินะ
อืมมมม..

โลกเรานี่พัฒนาไปเยอะเหมือนกันอะ
ตามแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว
นับวันก็ยิ่งหมุนเร็วขึ้นอีกด้วย

#1 By ...... on 2008-05-21 14:22

เพิ่งรู้เรื่องคะ เราไปอยู่ไหนมาเนี่ย big smile

#2 By Oh_o! ~*~ step up~*~ on 2008-05-21 16:53

cpu นั้นลดขนาดได้นะครับ ส่วนคอร์ของมันนั้นเอง เช่นนั้นไม่สามารถนำมารวมกันหลายหัวได้ จากที่ทรานซิสเตอร์(มั้ง) มันเล็กลงเรื่อยๆ จึงยัดได้มากขึ้นเรื่อย ให้คิดกันหลายๆ หัวแทน ถ้าขึ้นไปดันความเร็วมันมีหวังร้อนกันคอมระเบิด - - จะทำตัว cpu ให้เล็กลงก็ไม่ดี เพราะต้องเปลี่ยนบอร์ดเปลี่ยนชอร์กเก็ทกันใหม่อีก เสียมาตรฐาน sad smile

เรื่องนี้ผมเคยได้ยินมาเหมือนกันงับ แต่ว่าไม่รู้เลยว่ามันมีใยแบบใยหินอ่าwink

#3 By หมีขั้วโลก™ on 2008-05-22 00:53

อ่า .....

เอ่อ ....

เพิ่งจะรู้ ....

Hot!

#4 By *รักเร้น* on 2008-05-24 22:42

เทคโนโลยีก้าวหน้า
วิทยาการล้ำยุค
ในขณะที่ภัยธรรมชาติก็รุนแรงยิ่งขึ้น
จิตใจมนุษย์ก้าวถอยหลังกันทุกที
ไม่สมดุลกันเลย

#5 By จั่นเจา on 2008-05-28 20:53

Hot! อ่านแล้วดี มีประโยชน์มากเลยค่ะ big smile

your code here

your code here

your code here